กทม. เยือนเนเธอร์แลนด์ สานต่อความร่วมมือด้านจัดการน้ำ และการพัฒนาเมืองจากองค์ความรู้ระดับสากล

กทม. เยือนเนเธอร์แลนด์ สานต่อความร่วมมือด้านจัดการน้ำ และการพัฒนาเมืองจากองค์ความรู้ระดับสากล

ระหว่างวันที่ 10 – 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และคณะผู้แทนไทย เดินทางเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการจัดการน้ำ และการพัฒนาเมืองด้วยองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

(10 ก.พ. 69) ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เข้าร่วมการประชุม Thailand – The Netherlands Knowledge Week on Integrated Water Management ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของไทย อาทิ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ในการจัดการน้ำระดับโลก ภายใต้แนวคิด จากลุ่มน้ำสู่ผังเมือง “Rainproof” ซึ่งฝั่งผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอการจัดการน้ำจากสถานที่จริง ประกอบด้วย

ศูนย์บริหารจัดการน้ำ เลลีสตัด (RWS Lelystad): หน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการน้ำระดับปากน้ำและทะเล ซึ่งทำหน้าที่แจ้งเตือน พยากรณ์วิกฤตน้ำ และประสานงานในลุ่มน้ำสำคัญระดับยุโรป (Rhine และ Meuse) รวมถึงใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่ปลอดภัย

ผังเมืองอัมสเตอร์ดัม และ Rainproof Amsterdam: หารือการปรับตัวของเมืองอัมสเตอร์ดัมที่ตั้งบนพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งปัจจุบันต้องรับมือกับฝนที่ตกหนักขึ้นจนระบบเดิมระบายไม่ทัน นำไปสู่ข้อกำหนดผังเมืองใหม่ที่บังคับให้อาคารกักเก็บน้ำได้อย่างน้อย 60 ชั่วโมง และการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Grey Infrastructure) สู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและสีฟ้า (Green-Blue Infrastructure) เพื่อเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำและส่งเสริมการสัญจรด้วยจักรยานที่รวดเร็วปลอดภัย

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครยังได้เรียนรู้นวัตกรรม PIB และโครงการ Water as Leverage (WaL) ซึ่งได้ร่วมหารือกับกลุ่ม PIB Sustainable Water Management Greater Bangkok ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน (PPP) สนับสนุนโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาพัฒนาระบบพยากรณ์อัจฉริยะ โดย PIB จะเป็นกลไกหลักที่สนับสนุนโครงการ Water as Leverage (WaL) เพื่อเปลี่ยนแนวคิดการจัดการคลองและแม่น้ำให้เป็น “คลองอเนกประสงค์” ที่รองรับทั้งกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการระบายน้ำหรือสัญจรเพียงอย่างเดียว

วันต่อมา (11 ก.พ. 69) คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมหารือและสานต่อภารกิจ เรือดักจับขยะพลังงานแสงอาทิตย์ Interceptor 019 ในแม่น้ำเจ้าพระยา และเมืองต้นแบบการอยู่อาศัยร่วมกับน้ำ และการปรับใช้กับเส้นเลือดฝอยของกรุงเทพฯ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

สานต่อภารกิจ The Ocean Cleanup ยกระดับการจัดการขยะพลาสติกในแม่น้ำและลำคลอง
คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมหารือกับ Mr. Boyan Slat CEO และผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก The Ocean Cleanup พร้อมทีมงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าการดำเนินภารกิจ เพื่อมหาสมุทรสะอาด ปราศจากขยะพลาสติก โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือ ผลการปฏิบัติการของเรือดักจับขยะพลังงานแสงอาทิตย์ Interceptor 019 ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) สามารถดักจับขยะพลาสติกก่อนไหลลงสู่ทะเลได้แล้วมากกว่า 277 ตัน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือร่วมกันถึงการเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการขนส่งขยะจาก Interceptor 019 ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุน โดยจะนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงระบบบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับขยะพลาสติกในลำคลองสายหลัก ซึ่งเป็น “ต้นน้ำ” ของขยะพลาสติกก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษาแนวโน้มและเส้นทางการไหลของขยะพลาสติก เพื่อติดตามและพัฒนาการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

รอตเทอร์ดาม เมืองต้นแบบการอยู่อาศัยร่วมกับน้ำ และประเด็นเส้นเลือดฝอยของกรุงเทพฯ
ในการประชุมร่วมกับเทศบาลเมืองรอตเทอร์ดาม นำโดย Ms. Vera Konings และ Mr. Mattijs van Ruijven ได้มีการแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์เมืองยืดหยุ่น (Urban Resilience) โดยรอตเทอร์ดามโชว์แนวคิดการออกแบบเมืองที่อาศัยร่วมกับน้ำอย่างชาญฉลาด เช่น อาคารและฟาร์มลอยน้ำ สนามกีฬาอเนกประสงค์กักเก็บน้ำ และสวนหน่วงน้ำและถังกักเก็บน้ำระดับชุมชน

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้บรรยายแลกเปลี่ยนการบริหารจัดการกรุงเทพฯ ที่เน้นแก้ปัญหา เส้นเลือดฝอย ทั้งด้านการขนส่ง การจัดการขยะ การระบายน้ำ รวมถึงพื้นที่สีเขียว และการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue สร้างการมีส่วนร่วม เช่นเดียวกันกับแอปพลิเคชัน MeldR (Melden Rotterdam) ของเมืองรอตเทอร์ดามที่ใช้จัดการเรื่องร้องเรียนของเมือง

เจาะลึกระบบ Maeslant Barrier และเครือข่าย I-Storm
ในช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทย ได้พบกับ Mr. Marc Walraven ผู้ดูแลประตูกั้นน้ำ Maeslant Barrier และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย I-Storm เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการประตูกั้นน้ำขนาดใหญ่ในโครงการ Delta Works (ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 หลังอุทกภัยครั้งใหญ่) โดยเจาะลึกระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการตัดสินใจเดินระบบในภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง รวมถึงแนวทางการควบคุมการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งเป็นความท้าทายที่กรุงเทพมหานครเผชิญเช่นกัน เนื่องจากพื้นที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0.5 – 1 เมตรเท่านั้น

วิสัยทัศน์ “ยืนบนไหล่ยักษ์” เพื่อความยั่งยืน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวอ้างอิงประโยคอันมีชื่อเสียงของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่ว่า “If I have seen further, it is by standing on the shoulders of Giants” เพื่อสะท้อนความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ โดยเปรียบเนเธอร์แลนด์เป็น “ยักษ์ใหญ่” ด้านการจัดการน้ำระดับโลก ซึ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนความสำเร็จในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยและกรุงเทพฯ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและสามารถวางรากฐานการป้องกันภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ไปดูประตูน้ำขนาดใหญ่ เจาะลึกระบบการบริหารจัดการประตูกั้นน้ำ Maeslant Barrier
จากนั้น คณะผู้แทนไทยได้ประชุมกับ Mr. Marc Walraven, Senior Advisor, Storm Surge Barriers ผู้ดูแลประตูกั้นน้ำ Maeslant Barrier และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย I-Storm โดยได้แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการดูแลประตูน้ำขนาดใหญ่แบบ Storm Surge Barrier เกี่ยวกับความเป็นมา ลักษณะอันเป็นเฉพาะตัวของประตูน้ำแต่ละแบบในโครงการ Delta Works โครงการป้องกันน้ำท่วมระดับชาติของเนเธอร์แลนด์ที่ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1953 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก และได้เจาะลึกระบบการบริหารจัดการประตูกั้นน้ำ Maeslant Barrier โดยเฉพาะในส่วนของมาตรฐานการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการตัดสินใจเดินระบบในภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยความแม่นยำมาก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้ประตูกั้นน้ำเพื่อควบคุมการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งเป็นความท้าทายที่กรุงเทพมหานครเผชิญเช่นกัน

โอกาสนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้บรรยายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานคร ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0.5 – 1 เมตร และเผชิญความท้าทายจากปริมาณน้ำฝน น้ำทะเลหนุน และการรุกตัวของน้ำเค็มเช่นเดียวกันกับเนเธอร์แลนด์ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ลดการลองผิดลองถูก และสามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่นได้

ต่อมา ในช่วงค่ำ คณะผู้แทนไทยได้พบปะและร่วมรับประทานอาหารค่ำกับนายอสิ ม้ามณี เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในการต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ

(12 ก.พ. 69) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารกรุงเทพมหานครมีกำหนดการประชุมหารือกับผู้แทนหน่วยงานหุ้นส่วนความร่วมมือในเนเธอร์แลนด์ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเมืองและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ในการนี้ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้แทนสำนักการระบายน้ำ และสำนักงานการต่างประเทศ ร่วมคณะ

 

 

18 ก.พ. 2569   11  

ระหว่างวันที่ 10 – 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และคณะผู้แทนไทย เดินทางเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการจัดการน้ำ และการพัฒนาเมืองด้วยองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กทม. เยือนเนเธอร์แลนด์ สานต่อความร่วมมือด้านจัดการน้ำ และการพัฒนาเมืองจากองค์ความรู้ระดับสากล

ข้อเสนอแนะ
ติดตามเรา